บริการรับซื้อมือสอง

ใช้บริการรับซื้อเฟอร์นิเจอร์มือสองดีไหม

ใช้บริการรับซื้อเฟอร์นิเจอร์มือสองดีไหม

หลายท่านที่เป็นเจ้าของกิจการร้านต่างๆเวลาที่อยากจะเซ้งร้าน มักต้องการเซ้งแบบทีเดียวหมดทั้งร้านเลยซึ่งก็จะรวมของใช้อุปกรณ์ตกแต่งร้าน เฟอร์นิเจอร์ ตู้โชว์ต่างๆด้วย แน่นอนว่าทุกคนถ้าอยากขายกิจการทั้งหมดย่อมไม่ต้องการเจ็บตัวจากเงินที่ลงทุนลงแรงไปจึงทำให้การตั้งราคาเซ้งร้านในใจนั้น ไม่ต่ำกว่าต้นทุนที่ตกแต่งร้านซื้อของใช้อุปกรณ์เฟอร์นิเจอร์ต่างๆเข้ามาตอนแรก อย่างเช่นลงทุนตกแต่งทำร้านไปทั้งหมด 500,000บาท ตอนเลิกกิจการอยากเซ้งที่ราคา 520,000บาท เพื่อต่อ จริงๆแล้วการตั้งราคาขายออกไปนั้นมันขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ณเวลานั้นที่เราต้องการขายกิจการ การตั้งราคาที่คิดว่าคุ้มทุนบางครั้งอาจไม่ใช่ความคิดที่ดีเท่าไหร่นัก เพราะว่าโดยทั่วไปแล้วไม่มีใครอยากได้สินค้าที่ราคาแพง คนที่จะเซ้งต่อก็จะคิดว่าของเหล่านั้นผ่านการใช้งานมาแล้วก็ควรที่จะมีราคาถูกลงมา อย่างที่กล่าวไว้ว่าการตั้งราคามีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้องว่าเราสามารถจะเซ้งได้ราคาดีหรือไม่เช่นถ้าร้านเราอยู่ในทำเลที่ดีมากคนเดินผ่านไปมาตลอดเวลา หรือกิจการของเรามีลูกค้าประจำอยู่ในมืออยู่แล้วแบบนี้ก็มีแต้มต่อที่จะขายราคาแพงได้ แต่ถ้าหากไม่ได้มีข้อได้เปรียบใดๆเลยการตั้งราคาควรจะตั้งราคาให้ต่ำลงมาเพื่อที่สามารถจะปล่อยร้านหรือกิจการของเราได้อย่างรวดเร็ว ดีกว่าปล่อยเวลาถึงไว้นานโดยที่ไม่มีเวลาดูแล หรือค้าขายไม่เวิร์กแล้วปล่อยให้เสียค่าเช่าไปเรื่อยๆ

บริการรับซื้อมือสอง

ทีนี้เกี่ยวอะไรกับเรื่องการใช้บริการร้านรับซื้อเฟอร์นิเจอร์มือสอง บางคนอาจจะเจอปัญหาทีว่าประกาศเซ้งกิจการเซ้งร้านมานานแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถขายได้ซะที หรืออาจใกล้เวลาที่จะหมดสัญญาต่อสัญญาแต่ไม่อยากทำกิจการต่อ หรืออาจจะเย้ายร้านแต่ไม่อยากขนของหนักๆไปด้วย จึงจำเป็นต้องใช้บริการร้านรับซื้อของมือสองให้เข้ามาตีราคาของของเราแล้วซื้อขนเอาไป ก่อนอื่นให้ทำใจไว้ได้เลยว่าของตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เราซื้อมาแพงๆตอนตกแต่งร้าน เมื่อโดนตีราคาก็จะต้องถูกลงแบบน่าใจหายซึ่งแล้วแต่ร้านที่ให้บริการแต่โดยรวมรับซื้อในราคาที่ถูกมากๆ เช่นตู้เย็นราคาใหม่เป็นหมื่นใช้ไม่เกินสองปีให้ราคา 1,500บาท โซฟาหนังสุดสวยราคา 20,000บาทให้ราคา 3,000เป็นต้น แน่นอนเพราะว่าทางร้านที่มารับซื้อมีค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆเช่นค่าขนส่ง ค่าคนขนสินค้า ค่าความเสี่ยงหากนำสินค้าไปแล้วขายไม่ออกก็เงินจมทุนเป็นต้นทำให้การับซื้อตีราคาของเราค่อนข้างต่ำ แต่ข้อดีก็คือเราสามารถเคลียร์ของออกได้เร็ว ไม่ต้องเสียค่าขนเอง เหมาะสำหรับคนที่รีบจริงๆที่จะต้องเคลียร์ของเราออกจากร้านให้เร็วที่สุด ถ้าเซ้งร้านไม่ได้จริงๆ

วิธีที่ดีที่สุดในกรณีที่เราต้องการขายของแบบไม่เจ็บตัวมาก ก็คือขายแยกชิ้นก่อนซึ่งอาจจะขายให้คนรู้จักที่ไม่กดราคามาก หรือโพสขายทางอินเตอร์เน็ต หากเราตั้งราคาไม่แพงจนเกินจริงคิดว่าการขายเองทางอินเตอรเน็ทหรือโพสเฟสบุ๊กน่าจะพอขายได้ โดยที่ไม่ต้องขาดทุนมาก แนะนำว่าถ้าไม่รีบเซ้งให้ลองทยอยขายเองดูก่อนปล่อยชิ้นสำคัญๆที่คิดว่าน่าจะขายได้ ถ้าสุดท้ายไม่ทันแล้วก็คงต้องพึ่งบริการรับซื้อสินค้ามือสองให้มาขนไปอย่างน่าเสียดายครับ

 

เป็นลูกจ้างบริษัทหรือทำธุรกิจส่วนตัวดีกว่ากัน

ปัจจุบันนี้ ไม่ว่าใครจะอยากเป็นเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ นอกเหนือจากความสำเร็จที่มีโอกาสร่ำรวยเงินทองแล้ว เราภูมิใจที่สามารถสร้างธุรกิจที่ประสบความสำเร็จได้อีกด้วย

แต่การเป็นเจ้าของธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะคุณต้องเอาชนะอุปสรรคมากมายซึ่งเจ้าของธุรกิจจะต้องฝ่าฝันไปให้ได้ มีผู้ประกอบการหลายรายก็ไปไม่ถึงฝั่งฝันต้องล้มเลิกไปกลางคันก็มีไม่น้อย

เยาวชนรุ่นใหม่ที่เลือกที่จะเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และมีหลายคนเลือกที่จะเป็นลูกจ้างของบริษัท มีหลายคนก็ยังสับสนว่าควรจะเลือกอย่างไรดี เราลองมาดูตัวอย่างข้อดีข้อเสียของทั้งสองทางเลือกกันดีกว่า เพื่อใครจะตัดสินใจเลือกทำงานประจำหรือทำธุรกิจส่วนตัวจะได้มีไอเดียกัน

ธุรกิจส่วนตัว

ข้อดี การทำงานประจำ
– ไม่ต้องลงทุน
– รายได้แน่นอนเป็นรายเดือน
– รับผิดชอบงานในขอบเขตของตัวเองไม่ต้องทำหลายอย่าง
– มีวันหยุดของตัวเองที่กำหนดได้ตามปฎิทิน
ข้อเสีย การทำงานประจำ
– ผลตอบแทนอาจะน้อยไม่พอ
– มีปัญหาจุกจิกกวนใจในที่ทำงาน เนื่องจากทำงานร่วมกันหลายคน
– ขาดแรงกระตุ้นให้คิดมุมอื่นเพราะทำงานซ้ำๆแบบเดิมตลอด
– กว่าจะเติบโตในสายงานหน้าที่ใช้เวลานานเกินไป เพราะมีคนเก่งเยอะ

ข้อดี ของการทำธุรกิจส่วนตัว
– มีอิสระไม่ต้องรับคำสั่งใคร
– ถ้าจับธุระกิจดี มีโอกาสรวยโดยไม่รู้ตัว
– สามารถตัดสินใจเรื่องงานด้วยตัวเอง รวบไปถึงวิธีการทำงานต่างๆ
– มีแรงขับเคลื่อนทางความคิดของตัวเองตลอด

ข้อเสีย ของการทำธุรกิจส่วนตัว
– ต้องแบกรับความเสี่ยงทั้งหมด มีความเครียด เพราะมีภาระรับผิดชอบสูง
– ถ้าอยู่ในธุระกิจที่คนส่วนใหญ่ทำ ต้องคิดและพัฒนาตัวเองตลอด (เหนื่อย)
– ปัญหาร้อยแปดด้าน
– มีวันหยุดไม่แน่นอน
– ผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ โอกาสเสี่ยงสูง ถ้าไม่รู้จักวางแผนให้ดี
– มีคู่แข่ง การต่อสู้ทางการค้าต้องปรับเปลี่ยนแผนได้ตลอดเวลา

วิธีการโพสเซ้งกิจการปล่อยได้เร็ว

วิธีการโพสเซ้งกิจการปล่อยได้เร็ว

หลายท่านอยากเซ้งกิจการหรือเซ้งร้านให้ได้โดยเร็ว อาจจะมีเหตุผลต่างๆเช่นไม่มีเวลาดูแลกิจการ, ต้องการเปลี่ยนไปทำธุรกิจอื่น, ต้องไปต่างประเทศ จึงทำให้ไม่สามารถดูแลธุรกิจต่อไปได้และต้องการปล่อยกิจการธุรกิจนั้นโดยเร็ว แม้ว่าจะพยายามทำการโปรโมท หรือโพสเซ้งร้านไปหลายเว็บแล้วแต่ก็ไม่มีท่าทีว่าจะมีคนสนใจเซ้งติดต่อมา อาจจะมีหลายปัจจัยในการลงโฆษณาของท่านที่ทำให้เป็นเช่นนั้น ซึ่งบางทีอาจจะไม่ได้เกี่ยวกับตัวร้านหรือธุรกิจที่ต้องการเซ้งแต่อาจจะเกี่ยวกับเทคนิคการลงโพสโฆษณาของท่านอาจจะยังมีข้อมูลที่ไม่โดนใจ หรือดูแล้วไม่น่าสนใจนั่นเอง

หากใครที่อยากเซ้งร้านขายกิจได้อย่างรวดเร็วลองมีดูเทคนิคดีๆไปปรับใช้กันดีกว่า

1.รูปภาพ        
เหมือนกับการขายสินค้าออนไลน์เลยที่สำคัญจะต้องมีรูปภาพที่เห็นร้านหรือกิจการชัดเจน ควรลงภาพขั้นต่ำซัก4-5ภาพเพื่อให้มองเห็นได้หลายๆมุม เก็บสิ่งของวางให้สวยงามก่อนถ่ายภาพอย่าปล่อยให้ดูรกเกะกะมันจะทำให้อิมเมจร้านดูไม่ดี หากถ่ายภาพหน้าร้านกว้างๆด้วยได้จะดีมากเพราะจะทำให้เห็นทำเลหน้าร้านย่อมๆว่าดีไหม หากทำเลไม่ดีก็ไม่ควรลงครับ เพราะลูกค้าจะตัดสินใจแว่บแรกจากรูปภาพ

2.รายละเอียดการเซ้ง  
ไม่ควรเขียนสั้นจนเกินไปหรือยาวจนเกินไป ควรเขียนข้อมูลให้กระชับ อ่านพอดีๆ สิ่งที่ควรบอกหลักๆมี 1. เซ้งร้านเซ้งกิจการอะไร 2. สิ่งของชิ้นใหญ่ๆที่ให้ 3. ทำเลที่ตั้งอยู่ที่ไหน 4. ค่่าเช่าต่อเดือนเท่าไหร่ติดสัญญาเช่ากี่ปี 5. ข้อมูลช่องทางการติดต่อผู้ขายเช่นเบอร์โทร อีเมล์ 6. เหตุผลในการเซ้ง ซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่จำเป็นถึงกับต้องบอกหมดทุกข้อ แล้วแต่ความจำเป็นของแต่ละคนด้วยเช่น ค่าเช่าจริงๆอาจจะแพงถ้าหากโพสลงไปคนเห็นก็อาจจะทำให้ไม่ต้องการเซ้งต่อเป็นต้น อันนี้ต้องใช้วิจรณญานให้ดี เพราะบางทีหากเราโทรคุยเพื่ออธิบายให้ลูกค้าฟังอาจจะดีกว่าที่ให้เห็นข้อมูลก่อน ถ้าหากคิดว่าเขียนแล้วไม่มีผลอะไรแต่เป็นจุดเด่นเพิ่มความน่าสนใจก็ควรลงไปเลย

3.โพสผิดหมวดโพสผิดที่  
หลายครั้งที่บางทีผู้ที่ต้องการเซ้งอาจจะรีบโพสในเว็บหรือในโซเชียล โดยลงผิดหมวดธุรกิจของเราเช่น ร้านเสริมสวยร้านทำผมแต่กับไปโพสในหมวดหมู่ร้านค้าธรรมดา เวลาคนที่สนใจอยากจะซื้อกิจการมักจะใช้การเสริชค้นหาข้อมูลในเว็บนั้นๆ เนื่องจากมีโพสมากมายจนไม่สามารถไล่ดูได้หมด ดังนั้นหากเราโพสผิดที่เท่ากับตัดโอกาสที่คนต้องการซื้อกิจการเราไม่เห็นโพสของเรานั่นเอง

4. ลงโพสโฆษณาน้อยเกินไป        
บางครั้งหลายคนคิดว่าแค่ลงโพสโฆษณาอันเดียวในเว็บ หรือโพสไว้ในเพจหรือกรุ๊ปเฟซบุ๊ก ก็น่าจะมีคนติดต่อขอเซ้งแล้ว ซึ่งจริงๆไม่ต่างกับเราขายของออนไลน์เลยครับ ยิ่งโพสเยอะคนยิ่งเห็นเยอะโอกาสที่คนจะติดต่อมายิ่งมีมากกว่าไปลงไว้ที่เดียวอย่างแน่นอน แต่เข้าใจได้ว่าเจ้าของธุรกิจส่วนมากไม่ค่อยมีเวลาที่จะมานั่งโพสออนไลน์แถมยังต้องสมัครเพื่อโพสเองให้ยุ่งยาก ตรงนี้แก้ปัญหาเรือ่งการเสียเวลาโดยใช้บริการรับจ้างโพสหรือฝากเว็บไซต์หรือเพจที่มีความขำนาญในด้านการโปรโมทดีกว่าครับเสียเงินนิดหน่อยแต่ได้ผลเยอะเอาเวลาไปคิดธุรกิจใหม่ๆดีกว่าครับ   หากสนใจบริการwww.bis4sell.com ติดต่อadmin ได้เลยครับ https://www.facebook.com/business4sell/                                                                                                  เซ้งกิจการเซ้งร้าน

5. กิจการธุรกิจหรือร้านที่จะเซ้งนั้นไม่น่าสนใจจริงๆ  
อันนี้อาจจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ที่เราได้เริ่มธุรกิจไว้ในตอนแรกหากไม่เวิร์กแล้วต้องการจะเซ้งแต่โปรโมททั้งออฟไลน์ออนไลน์เท่าไหร่ก็ไม่มีใครสนใจซักที ซึ่งอาจมี หลายปัจจัยที่ทำให้ไม่มีใครสนใจเลยเหมือนกับที่ตัวเจ้าของเองก็รู้เช่น ทำเลแย่จริงๆ เช่นร้านขายเสื้อผ้าแต่ไปตั้งลึกสุดซอยไม่มีคนเดินผ่าน บางธุรกิจเรื่องทำเลสำคัญสุดๆ ถ้าจะเซ้งก็คงจะยากหน่อยครับ หรือปัจจัยเรื่องคู่แข่งเช่นจะร้านขายยาในย่านนั้นแต่ย่านนั้นมีร้านขายยาเรียงกันเป็นตับคู่แข่งเยอะก็อาจจะทำให้คนไม่กล้าที่จะเซ้งไปทำต่อก็ได้ครับ ถ้าสุดท้ายแล้วเซ้งไม่ได้จริงๆ อย่างแรกที่แนะนำคือให้ลองแยกชิ้นส่วนขายครับ พูดง่ายๆคือเซ้งแต่อุปกรณ์ออกไปก่อนขายถูกหน่อยครับถ้าต่อไปเราไม่ได้ใช้อุปกรณ์ทำกินเล่านั้นแล้วราคาไม่แพงอย่างไรคนก็ต้องซื้อไปใช้ครับ แล้วทีนี้เหลือตัวร้านถ้าติดสัญญาอยู่แล้วหาคนเซ้งไม่ได้จริงๆ ก่อนอื่นต้องลองต่อรองกับเจ้าของดูเพื่อขอลดหย่อนค่าเช่าเพราะเราไม่ได้ทำต่อแล้วเป็นต้น เพื่อลดการขาดทุนเข้าเนื้อให้มากสุดเท่าที่จะทำได้ครับ

6. ตั้งราคาแพงเกินจริง
บางร้านบางกิจการที่อยากจะเซ้งก็ย่อมอยากขายได้ในราคาที่ดีๆโดยอาจจะตั้งราคาสูงเกินไปทำให้คนเห็นราคาแล้วไม่กล้าเซ้งต่อก็มีครับ ถ้าให้ดีแล้วคือควรดูรายการทรัพย์สินอุปกรณ์ในร้านว่าคำนวนแล้วเป็นเงินเท่าไหร่ และประเมินเรื่องลูกค้าหรือทำเล ถ้าหากมีลูกค้ามากทำเลดีๆใครก็อยากได้แบบนี้บวกราคาเพื่อไปได้เลยครับ ถ้าหากตั้งราคาแล้วยังไม่มีคนสนใจติดต่อมาสักพักให้ลองลดราคาดูครับ เพื่อให้สามารถปล่อยกิจการได้เร็วขึ้นครับ

หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์กับคนที่สนใจอยากเซ้งร้านขายกิจการไม่มากก็น้อยครับ…